ประวัติวัดเศวตฉัตร                       

 

หน้าแรก

ชื่อโครงการ

พระอาจารย์

ประมวลภาพกิจกรรม

ตารางการอบรม

สมุดเยี่ยม

คุณถามมา-เราตอบไป

 

ประวัติวัดเศวตฉัตร วรวิหาร

                                                                                                                                                                                                                               

          วัดเศวตฉัตร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร หน้าวัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก หลังวัดอยู่ริมถนนเจริญนคร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร หมายเลขที่วัด ๑๔๐๑ พระเจ้าอัยกาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์” (พระองค์เจ้าฉัตร ต้นสกุล ฉัตรกุล) ทรงสร้างในระหว่าง พ.. ๒๓๕๙ ๒๓๗๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามว่า วัดเศวตฉัตรเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านผู้สร้างวัด

 

นามเดิมของวัด

            วัดเศวตฉัตร  วรวิหาร เดิมชื่อวัดบางลำภูล่าง เป็นวัดเก่า  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่มีพระอุโบสถเก่าเป็นหลักฐาน   ด้านหน้าวัดมีเนื้อที่งอกออกไปริมแม่น้ำเจ้าพระยา จนตื้นเขินห่างจากวัดเดิมมากพระเจ้าอัยกาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์จึงได้ทรงยกวัดออกไปสร้างใหม่ ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยโปรดให้รื้อพระตำหนักของพระองค์ไปสร้างเป็นกุฏิหลังใหม่ ๕ ห้อง (คือกุฏิเจ้าอาวาสปัจจุบัน) สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ และพระปรางค์ เป็นต้น  ในปลายรัชกาลที่ ๒ และต้นรัชกาลที่ ๓ ต่อกัน ภายหลังถวายเป็นพระอารามหลวง ดังปรากฎในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 ตอนที่ว่าด้วยการปฏิสังขรณ์ และสร้างพระอาราม พ.. ๒๓๙๓ ว่า วัดเจ้าและวัดขุนนางสร้างถวายเป็นวัดหลวงก็มี ไม่ได้ถวายก็มี  กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ สร้างวัดหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อว่า วัดเศวตฉัตร  ที่ถวายเป็นพระอารามหลวงก็พระราชทานเงินช่วยดังนี้

 

พระประวัติสังเขปผู้สร้างวัด

            พระเจ้าอัยกาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าฉัตร เป็นพระราชโอรสที่ ๒๙ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นที่ ๒ ในเจ้าจอมมารดาตานี ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๓๓๘

            ทรงผนวช ปรากฏตามหนังสือพระราชวิจารณ์รัชกาลที่ ๕ ว่า ทรงผนวชเป็นหางนาคกรมพระราชวังหลัง แล้วเสด็จไปอยู่วัดระฆัง ดังความในร่างรับสั่งรัชกาลที่ ๑ ดังนี้ พระยาศรีธรรมาธิราช รับสั่งใส่เกล้าสั่งว่า ณ วันเดือน ๘ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๑๖๘ เป็นปีที่ ๒๑ รัชกาลที่ ๑ พระฤกษ์จะได้ทรงผนวชพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าฉัตร (กรมหมื่นสุรินทรรักษ์) ทรงผนวชเป็นหางนาค ณ วัดพระศรีสรรเพชญ (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ทรงผนวชแล้วจะได้ฉลองถวายเครื่องไทยทานพระสงฆ์ ๕๐ รูป

            กรมพระราชวังหลัง จะเสด็จอยู่วัดใดไม่ได้กล่าว ส่วนพระองค์เจ้าวาสุกรี พระองค์เจ้าฉัตรนั้น มีหมายสั่งให้จัดขุนหมื่นพันทนาย ตำรวจนอก ตำรวจสนม สนมพลเรือน ชาวที่ หมอโรง ไปอยู่ประจำแห่งหนึ่ง ให้มีตำรวจนอกซ้าย ๒ ขวา ๒ ตำรวจสนมซ้าย ๒ ขวา ๒ สนมพลเรือน ๑ ชาวที่ ๑ หมอ ๑ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าวาสุกรี อยู่วัดพระเชตุพน พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าฉัตร อยู่วัดระฆัง

            ทรงตั้งกรม ณ วันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ พ.. ๒๓๕๙ เป็นปีที่ ๑ ในรัชกาลที่ ๒ ทรงตั้งพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าฉัตร เป็นกรมหมื่น สุรินทรรักษ์ ต้นสกุล ฉัตรกุล

            เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พ.. ๒๓๗๒ ในรัชกาลที่ ๓

            สิ้นพระชนม์ ปรากฏตามหนังสือพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ เล่ม ๑ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่า .. ๒๓๗๓ จุลศักราช ๑๑๙๒  ปีขาล โทศก เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ประชวรพระโรคเถาดาน ประมาณปี ๑ สิ้นพระชนม์ในวันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ พระชนมายุได้ ๓๙ พรรษา กับ ๓ เดือน (ตรงกับวันที่ ๒๗ เมษายน)

            งานพระเมรุ วันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ ปีขาล วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๓๗๓ ปีที่ ๗ ในรัชกาลที่ ๓

            พระราชทานเพลิง วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล วันที่ ๒ มีนาคม พ.. ๒๓๗๓ ฯลฯ

 

ปูชนียวัตถุสำคัญของวัด                                                

            . พระพุทธรูปบางสมาธิ พระนามว่า พระพุทธสมาธิคุณสุนทรสมาทานบุราณสุคต ”(หลวงพ่อโบสถ์บน) หน้าตักกว้าง ๒.๓๐ ม. ไหล่กว้าง ๑.๓๕ ม. จากพื้นพระอุโบสถถึงทับเกษตร์ ๑.๘๔ ม. จากทับเกษตร์ถึงพระเศียรสูง ๓.๔๐ ม. ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถเก่า เล่ากันว่าเป็นพระสานด้วยไม้ไผ่ แล้วปั้นด้วยปูน สร้างกันมาเก่าแก่คู่กับวัด ไม่ทราบว่าใครสร้างและสร้างสมัยไหน

                                                                                                            

            . พระพุทธรูปพระนาคปรก พระนามว่า พระพุทธอังคีรสมุนีนารถอุรคอาสน์อำไพ  หน้าตักกว้าง ๑.๕๐ ม. ไหล่กว้าง ๐.๙๕ ม. จากพื้นพระอุโบสถถึงทับเกษตร์สูง ๒.๒๘ ม. จากทับเกษตร์ถึงพระเศียรสูง ๑.๗๒ ม. ประดิษฐานอยู่บนขนดพระยานาค ๔ ชั้น พระยานาคแผ่พังพาน เศียรปกอยู่บนพระเศียรภายใต้ต้นจิก ในพระอุโบสถใหม่ เป็นพระหล่อ

            พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้ หมายถึงพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ เสด็จออกจากร่มอชปาลนิโครธ ไปยังไม้จิก ซึ่งได้นามว่า มุจจลินท์ อันตั้งอยู่ในทิศอาคเนย์แห่งพระมหาโพธิ ในสัปดาห์ที่ ๓ ทรงนั่งเสวยวิมุติสุขอยู่ ๗ วัน เวลานั้น ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว พระยานาคชื่อ มุจจลินท์ เข้ามาวงด้วยขนด ๗ รอบ และแผ่พังพานปกพระเศียรพระพุทธเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกาย  สำหรับฐานชุกชีเบื้องหลังพระประธาน  บรรจุอัฐิผู้สืบสกุลของพระองค์เจ้าฉัตร  คือ  ด้านซ้ายจารึกว่า จอมพล  เจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต  (หม่อมราชวงศ์  อรุณ  ฉัตรกุล)  ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ เกิด พ.. ๒๓๙๙  อสัญกรรม  .. ๒๔๖๕  โดยคุณวรันดับ  ฉัตรกุล  บุตรี  พลตรีพระยาสุรวงศ์วิวัฒน์  สร้างฉลองพระคุณเจ้าคุณตา  ด้านขวาจารึกว่า ฉัตรกุล  สายหม่อมเจ้ากลาง

            . พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนามว่า พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์อัครวิบูล  หน้าตักกว้าง ๒.๕๐ ม. ไหล่กว้าง ๑.๔๒ ม. จากพื้นพระวิหารถึงทับเกษตร์ สูง ๓.๕๖ ม. จากทับเกษตร์ถึงพระเศียร สูง ๓.๐๐ ม. ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเป็นพระหล่อโลหะ

            พระประธานในพระอุโบสถใหม่และพระวิหารทั้ง ๒ องค์นี้ ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีแห่งกรมศิลปากร ได้พิจารณาแล้วว่า มีลักษณะเป็นพระสุโขทัยแท้ แม้แต่จะได้มีการลงรักปิดทองแล้ว ก็ยังมีลักษณะเป็นพระสุโขทัยปรากฎอยู่ เช่น พระหัตถ์ พระบาท วงพระหัตถ์ และพระรัศมีเป็นต้น น่าสันนิษฐานว่าจะได้จากของหลวงที่เหลือจากสร้างวัดพระเชตุพนฯ ซึ่งในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เชิญมาจากเมืองเหนือถึง ๑๒๐๐ องค์

                                                                                                    

            . พระพุทธไสยาสน์ ๑ องค์ พระนามว่า  พระพุทธบัณฑูรมูลประดิษฐสถิตไสยาสน์   ยาว ๑๒.๙๐ ม. พระครูวินัยสังวร (มูล) เจ้าอาวาสรูปแรกเป็นผู้สร้าง  ในสมัยที่กรมหมื่นสุรินทรรักษ์  (พระองค์เจ้าฉัตร) ทรงย้ายเขตพุทธาวาสมาเป็นที่ตั้งปัจจุบัน

                                                                                                      

            . พระปรางค์ฐาน ๒ ชั้น ๘ เหลี่ยม ย่อไม้สิบสอง วัดผ่าศูนย์กลาง ๑๓.๐๐ ม. สูงประมาณ ๒๐.๐๐ ม. ชั้นบนทำเป็นซุ้มจระนำ บรรจุพระพุทธรูป ๔ ด้าน ประดิษฐานอยู่ด้านหลัง ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารต่อกัน สร้างขึ้นในสมัยสร้างวัดพร้อมพระอุโบสถและพระวิหารตามผังที่นิยมสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร

            . พระศรีอริยเมตไตรย ๑ องค์ หน้าตักกว้าง ๒ ศอก คุณโยมผู้ชายสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) สร้างถวายไว้

. รูปหล่อเหมือนบูรพาจารย์    องค์

           

            ๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จรพระสังฆราช  (แพ  ติสฺสเทวมหาเถร)

            . พระศาสนุเทศาจารย์  (บุญ  ปริปุณฺณสีโล) อดีตเจ้าอาวาสฯ

            . พระธรรมญาณมุนี  (บุญนาค  ชินวํโส  ..)  อดีตเจ้าอาวาสฯ

 

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดเศวตฉัตร  มีโรงเรียนระดับ อนุบาล มัธยมต้น สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ของนักเรียน  ปัจจุบันทางวัดให้การสนับสนุนการศึกษาโดยมอบทุนศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนเป็นประจำทุกปี

ทางด้านการศึกษาของสงฆ์ มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมจรูญทัตธรรมุทิศ  เป็นตึก ๒  ชั้น  ทรงไทยตรีมุข  เปิดการสอนทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี  ปัจจุบันมีนักเรียนชั้นบาลีจำนวน   ๒๔  รูป นักเรียนนักธรรมจำนวน  ๑๐  รูป  โดยให้การสนับสนุนการศึกษาของสงฆ์มีการมอบรางวัลการศึกษาแก่พระภิกษุ สามเณร ที่สอบได้เป็นประจำทุกปี  

 

 ลำดับเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร  วรวิหาร

            วัดนี้มีเจ้าอาวาสนับเรียงกันตามลำดับ ดังต่อไปนี้ :-

            . พระครูวินัยสังวร (มูล)                                        .. ๒๓๕๙   .. ๒๓๙๓

            . พระครูวินัยสังวร (ศุข)                                       .. ๒๓๙๔ ..๒๔๑๕

            . พระครูวินัยสังวร (ทับ)                                       .. ๒๔๑๖ .. ๒๔๓๐

            . พระครูวินัยสังวร (พุฒ)                                      .. ๒๔๓๑ ..๒๔๓๓

            . พระครูวินัยสังวร (โหมด)                                  .. ๒๔๓๔ ..๒๔๕๕

            . พระศาสนุเทศาจารย์ (บุญ ป..)                       .. ๒๔๕๖ ..๒๕๐๐

            . พระธรรมญาณมุนี (บุนนาค ชินวํโส ป..)      .. ๒๕๐๑ - .. ๒๕๓๙

            .พระราชวิจิตรการ ( ภักดิ์ ดีประเสริฐ ป.. )     .. ๒๕๔๐ - ปัจจุบัน